หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยสารสนเทศ
กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ กระบวนการจัดการกับข้อมูลข่าวสาร โดยการนำเข้าข้อมูลดิบ
มาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อทำให้ข้อมูลเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้ประโยชน์ได้
สามารถนำมา - ใช้ในการวิเคราะห์จนเป็นความรู้
- ใช้ในการแก้ปัญหา และ
- ใช้ในการตัดสินใจ
กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย
- การรวบรวมข้อมูล
- การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- การประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศ และความรู้ที่นำมาใช้ในการตัดสินใจ
- การเผยแพร่สารสนเทศ
วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
มีขั้นตอนคือ
ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาและกำหนดรายละเอียดของปัญหา
ขั้นตอนที่ 2 วางแผนในการแก้ปัญหา
ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหา
ขั้นตอนที่ 4 การตรวจสอบและปรับปรุง
หลักการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการแก้ปัญหานั้นมีหลายวิธีการ
ขึ้นอยู่กับชนิดของงาน
วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งอาจไม่สามารถแก้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งได้
และการแก้ปัญหาอาจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้หรือไม่ก็ได้เช่นกัน
ดังนั้นเราจึงควรยึดหลักการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
วิธีการแก้ปัญหานั้นมีดังนี้ คือ
1. หลักการแก้ปัญหาด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์
2. หลักการแก้ปัญหาตามวิธีการวิศวกรรม
3. วิธีการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์
4. การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
1. หลักการแก้ปัญหาด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการที่มีมานานมากแล้ว เป็นการ
ศึกษาค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ ด้วยขั้นตอนต่างๆดังนี้
คือ
1)เก็บข้อมูลเบื้องต้น
โดยการศึกษา สังเกต
2)ตั้งสมมติฐาน
3)พัฒนาวิธีการทดสอบสมมติฐาน
4)ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน
5)วิเคราะห์ผลการทดลอง
6)เขียนรายงานสรุปการทดลอง
2. หลักการแก้ปัญหาตามวิธีการวิศวกรรม วิธีนี้เหมาะกับการแก้ปัญหาในงานออก
แบบผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือการสร้างสิ่งใหม่ๆ มีขั้นตอนดังนี้
1)วิเคราะห์ปัญหา
เพื่อกำหนดรายละเอียดของปัญหาให้ชัดเจน
2)สร้างแบบจำลองวิธีการแก้ปัญหา
3)คำนวณหาคำตอบ
4) นำผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผล ไปใช้ปฏิบัติงาน
3. วิธีการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์ เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ใช้แนวคิดในการสร้างสรรค์
สามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง
มีวิธีตามขั้นตอนดังนี้
1)ใช้การสังเกตอย่างพินิจวิเคราะห์
2)ค้นหาความจริง โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล
3)ค้นหาปัญหาว่าแท้จริงคืออะไร
4) ค้นหาแนวคิดในการแก้ปัญหาหลายๆ วิธี
5) ค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
แล้วเลือกแก้ปัญหาโดยวิธีนั้น
6)ค้นหาวิธีที่ทำให้ตนเอง
และผู้อื่นยอมรับในการใช้วิธีนั้นๆแก้ปัญหา
4. การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นแก้ปัญหาโดยนำระบบ
คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย
เพื่อ เพิ่มความรวดเร็ว ถูกต้องและสามารถทำงานแบบซ้ำๆได้ง่าย
การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหานั้นมีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบวิธีการทำงานใหม่ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นเราจำเป็นต้องสร้างระบบงานด้วยคอมพิวเตอร์
นั้นก็หมายถึงการเขียนโปรแกรมสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานนั่นเอง
ดังนั้นในการพัฒนาระบบงานด้วยคอมพิวเตอร์เราจึงจำเป็นต้องศึกษาและวางขั้นตอนดังนี้
1) การวิเคราะห์งาน
2) การเขียนผังงาน
3) การเขียนคำสั่งซูโดโค้ด
4) การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
5) การทดสอบโปรแกรม
6) การนำไปใช้
7) การบำรุงรักษา
8) การติดตาม ประเมินผลเพื่อปรับปรุงแก้ไข
1) การวิเคราะห์งาน หลักการวิเคราะห์งาน
ก่อนที่จะทำการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้
1.วิเคราะห์งานในส่วนที่เป็น สิ่งที่ต้องการ
2.วิเคราะห์งานในส่วนที่เป็น ผลลัพธ์
3.วิเคราะห์งานในส่วนที่เป็น ข้อมูลนำเข้า
4.วิเคราะห์งานในส่วนที่เป็น ตัวแปร
5.วิเคราะห์งานในส่วนที่เป็น วิธีการประมวลผล
2) การเขียนผังงาน
ผังงาน (flowchart ) คือ แผนภาพซึ่งแสดงลำดับขั้นตอนของการทำงาน โดยแต่ละขั้นตอนจะถูกแสดงโดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งมีความหมายบ่งบอกว่าขั้นตอนนั้นๆ มีลักษณะการทำงานแบบใด และแต่ละขั้นตอนจะถูกเชื่อมโยงกันด้วยลูกศรเพื่อแสดงลำดับการทำงาน ทำให้ง่าย ต่อการทำความเข้าใจว่าในการทำงานนั้นๆ มีขั้นตอนอะไรบ้าง
และมีลำดับอย่างไร
ประโยชน์ของผังงาน
1.ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม
และสามารถนำไปเขียน
โปรแกรมได้โดยไม่สับสน
2.ช่วยในการตรวจสอบ
และแก้ไขโปรแกรมได้ง่าย เมื่อเกิดข้อผิดพลาด
3.ช่วยให้การดัดแปลง
แก้ไข ทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
4.ช่วยให้ผู้อื่นสามารถศึกษาการทำงานของโปรแกรมได้อย่างง่าย
และรวดเร็วมากขึ้น
วิธีการเขียนผังงานที่ดี
1. ใช้สัญลักษณ์ตามที่กำหนดไว้
2. ใช้ลูกศรแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลจากบนลงล่าง
หรือจากซ้ายไปขวา
3. คำอธิบายในภาพควรสั้นกะทัดรัด และเข้าใจง่าย
4.
ทุกแผนภาพต้องมีลูกศรแสดงทิศทางเข้า -
ออก
5. ไม่ควรโยงเส้นเชื่อมผังงานที่อยู่ไกลมาก
ๆ ควรใช้สัญลักษณ์จุดเชื่อมต่อแทน
6. ผังงานควรมีการทดสอบความถูกต้องของการทำงานก่อนนำไปเขียนโปรแกรม
ประเภทของผังงาน
1. ผังงานระบบ (system flowchart) เป็นผังงานซึ่งแสดงขอบเขต และลำดับ
ขั้นตอนการทำงานของระบบหนึ่งๆ รวมทั้งแสดงรูปแบบของข้อมูลเข้า (input) และข้อมูลออก (output) ว่าถูกรับเข้าหรือแสดงผลโดยผ่านสื่อประเภทใด
2. ผังงานโปรแกรม (program flowchart) เป็นผังงานซึ่งแสดงลำดับขั้นตอน
การทำงานของโปรแกรมหนึ่งๆ
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน ( FLOWCHARTING SYMBOLS )
การเขียนผังงาน
เป็นการเขียนแผนภาพเพื่อแสดงขั้นตอนการทำงาน โดยนำภาพสัญลักษณ์ต่างๆ มาเรียงต่อกัน สัญลักษณ์ที่นิยมใช้ในการเขียนผังงานนั้นหน่วยงานที่ชื่อว่า
American
National Standards Institute ( ANSI ) และ International
Standard Organization ( ISO) ได้ร่วมกันกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานเพื่อใช้ในการเขียนผังงาน
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน (Flowcharting symbols)
ลักษณะโครงสร้างของผังงาน
ผังงานโดยทั่วไปจะประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน
3 รูปแบบต่อไปนี้คือ
1. โครงสร้างแบบเป็นลำดับ
(sequence structure)
2. โครงสร้างแบบมีการเลือก
(selection structure)
3. โครงสร้างแบบทำซ้ำ
(iteration structure)
รูปแบบโครงสร้างแบบเป็นลำดับ (SEQUENCE STRUCTURE)
เป็นพื้นฐานของโครงสร้างการเขียนโปรแกรม
ตัวอย่างที่ 1 การวางแผนการไปโรงเรียน
การจำลองความคิดเป็นข้อความ
เริ่มต้น
ตื่นนอน
อาบน้ำ
ไปโรงเรียน
จบ
การจำลองความคิดเป็นสัญลักษณ์
รูปแบบโครงสร้างแบบมีการเลือก ( SELECTION
STRUCTURE )
แสดงการเขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย
ตัวอย่าง 2 เขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย
โครงสร้างการทำงานแบบมีการเลือกมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าโครงสร้างแบบเป็นลำดับ
รูปแบบที่ง่ายที่สุดของโครงงานแบบนี้คือ การเลือกแบบมีทางออก 2 ทาง
รูปแบบโครงสร้างแบบทำซ้ำ ( ITERATION STRUCTURE )
โครงสร้างการทำงานแบบทำซ้ำ จะทำงานอย่างเดียวกันซ้ำไปเรื่อย
ๆในขณะเดียวที่ยังเป็นไปตามเงื่อนไขหรือเงื่อนไขเป็นจริง
จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นเท็จจึงทำงานอื่นต่อไป
3) การเขียนคำสั่งซูโดโค้ด ซูโดโค้ดเป็นการเขียนคำสั่งด้วยภาษาคำพูด
โดยแปลความจากผังงานที่เราสร้างขึ้น วิธีการเขียนอาจเขียนเรียงบรรทัดตามรูปผังงาน
หรือจะเขียนแบบบรรยายทีละส่วนตามผังงานโปรแกรมก็ได้
4) การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นถือเป็นขั้นตอนที่
สำคัญหลังจากมีการวิเคราะห์งาน สร้างผังงานและเขียนคำสั่งแบบซูโดโค้ดแล้ว
จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความชำนาญหรือที่เรียกว่า โปรแกรมเมอร์ เป็นผู้ดำเนินการ
ส่วนภาษาที่ใช้เขียน ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละงาน
ซึ่งภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมนั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
คือ
1) ภาษาเครื่อง
2) ภาษาระดับต่ำ
3) ภาษาระดับสูง ได้แก่ ภาษาเบสิค ภาษาปาสคาล ภาษาซี
ภาษาโคบอล ภาษาโลโก้ เป็นต้น
|
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ |
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบรรยาย การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การประมวลผล การจัดเก็บ การจัดการหรือการกระทำกับข้อมูลข่าวสาร โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ ในการปฎิบัติงาน เพื่อให้ได้สารสนเทศหรือความรู้ที่นำมาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และเผยแพร่แก่ผู้อื่นได้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดี มีขั้นตอน ดังนี้
1.การรวบรวมข้อมูล เป็นการนำข้อมูลที่ต้องการจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลมารวมกันด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การให้กลุ่มเป้าหมายช่วยตอบแบบสอบถามที่ตนเองคิดขึ้นมา การอ่านรหัสแท่งจากแถบรหัสสินค้า หรืออ่านข้อมูลจากการฝนดินสอลงในกระดาษคำตอบในการทำข้อสอบ เป็นต้น
2.การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มาตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการใช้สายตามนุษย์หรือตั้งกฎเกณฑ์ให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เหมาะสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป
3.การประมวลผลข้อมูล เป็นการนำข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องแล้วมาทำการประมวลผลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น จัดกลุ่ม จัดเรียงตามตัวอักษร และเปรีบเทียบหรือคำนวณข้อมูล เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นสารสนเทศและนำไปใช้งานได้
4.การจัดเก็บ เป็นการนำสารสนเทศที่ทำการประมวลผลแล้ว มาจัดเก็บในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสื่อบันทึกชนิดอื่น ๆ เช่น แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หน่วยความจำแบบแฟลซ(แฟลซไดรฟ์) เป็นต้น
5.การทำสำเนา เป็นการนำสารสนเทศที่จัดเก็บไว้มาทำสำเนาเพื่อสำรองสารสนเทศไว้ใช้หากข้อมูลต้นฉบับเกิดการสูญหาย และสามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การถ่ายเอกสารเก็บไว้ในแฟ้ม การทำสำเนาลงในแผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หรือหน่วยความจำแบบแฟรซ เป็นต้น
6.การเผยแพร่สารสนนเทศ เป็นการนำสารสนเทศไปแจกจ่ายให้ผู้อื่นได้มีความรู้ความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การเผยแพร่ลงเว็บไซต์สาธารณะ กระดานสนทนา ทำแผ่นพับหรือใบปลิว ทำสำเนาลงในสื่อบันทึกข้อมูล วางไว้ในสถานที่ที่หยิบง่าย จัดป้ายนิเทศในบริเวณที่เป็นจุดสนใจหรืองานนิทรรศการ เป็นต้น
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้การปฎิบัติงานสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำ ในการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วยแก้ปัญหา จำเป็นต้องปรับรูปแบบวิธีการทำงาน ให้เหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
วิธีแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นวิธีที่อาจคล้ายกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น ๆ แต่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาและศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบคอบเสียก่อน ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ต้องเลือกวิธีแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับงาน จัดหาเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ไม่เกินจำเป็น
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เหมาะกับระบบงานที่ต้องทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำซาก และมีปริมาณงานมาก หรืองานที่ต้องการความรวดเร็วในการคำนวณเกินกว่าคนธรรมดาจะทำได้ วิธีการโดยทั่วไปก็คือ ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือระบบการทำงานแบบเดิมมาใช้ระบบงานที่มีคอมพิวเตอร์ช่วย ทำเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด เท่าที่สามารถจะทำแทนคนได้
ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงต้องมีการสร้างระบบงานคอมพิวเตอร์ขึ้นมาช่วยทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโดยทั่วไปเราอาจไม่ต้องสร้างระบบงานทั้งหมดขึ้นใหม่ แต่พัฒนาระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ นิยมเรียกกันว่า การพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์(Computerization) นั่นเอง
ดังนั้น การแก้ปัญหาในการทำงานในปัจจุบันที่มีขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ส่วนมากมักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และสามารถทำซ้ำได้ง่าย
หลักการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ มีหลักการสำคัญ คือ ปัญหาทุกปัญหาต้องสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ด้านเวลา ด้านแรงงาน และค่าใช้จ่าย
การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหา
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาร่วมกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำได้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่าง ๆ และการเขียนโปรแกรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น